ข้ามไปยังเนื้อหา

สัญญาณมือถือขึ้น E หรือ H+ หมายถึงอะไร ทำไมเน็ตถึงช้าลง

สัญญาณมือถือขึ้น E หรือ H+ หมายถึงอะไร ทำไมเน็ตถึงช้าลง

เมื่อ มือถือขึ้น E หรือ มือถือขึ้น H+ ตรงแถบสถานะ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีแค่สัญลักษณ์ แต่คือเทคโนโลยีเครือข่ายที่โทรศัพท์กำลังใช้รับส่งข้อมูลอยู่ด้วย โดยทั่วไป E หมายถึงการเชื่อมต่อข้อมูลผ่าน EDGE บนเครือข่าย 2G ส่วน H+ หมายถึง HSPA+ ในตระกูล 3G จึงมักทำให้เน็ตช้ากว่า 4G หรือ 5G อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ตัวอักษร E หรือ H+ ไม่ได้แปลว่าโทรศัพท์เสีย และไม่ใช่ตัวเดียวกับขีด สัญญาณมือถือ ขีดสัญญาณบอกความแรงของคลื่นที่รับได้ ขณะที่ E, H+, 4G หรือ 5G บอกชนิดเครือข่ายข้อมูลที่เครื่องเชื่อมต่ออยู่ โทรศัพท์ที่มีขีดสัญญาณเต็มก็ยังใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ช้า หากกำลังเกาะเครือข่าย E หรือ H+

E กับ H+ หมายถึงอะไร

E คือ EDGE บนเครือข่าย 2G

E ย่อมาจาก EDGE หรือ Enhanced Data rates for GSM Evolution เป็นเทคโนโลยีรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย 2G จุดเด่นคือครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างและมักยังใช้เป็นเครือข่ายพื้นฐานสำหรับการเชื่อมต่อบางรูปแบบ แต่ความสามารถด้านข้อมูลต่ำกว่าเครือข่ายมือถือรุ่นใหม่มาก

เมื่อเครื่องขึ้น E การส่งข้อความตัวอักษรหรือข้อมูลขนาดเล็กอาจยังพอทำได้ แต่การเปิดหน้าเว็บที่มีรูปจำนวนมาก ดูวิดีโอ ประชุมออนไลน์ หรือใช้แอปที่ต้องรับส่งข้อมูลต่อเนื่องจะติดขัดได้ง่าย เวลาโหลดนานและอาจดูเหมือนเน็ตไม่มา ทั้งที่โทรศัพท์ยังเชื่อมต่อเครือข่ายอยู่

H+ คือ HSPA+ ในกลุ่ม 3G

H+ หมายถึง HSPA+ หรือเทคโนโลยีข้อมูลที่พัฒนาต่อจาก HSPA ในเครือข่าย 3G โดยทั่วไปเร็วกว่าการเชื่อมต่อ E และเหมาะกับการใช้งานทั่วไปมากกว่า แต่ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับ 4G และ 5G โดยเฉพาะการดูวิดีโอความละเอียดสูง การดาวน์โหลดไฟล์ และแอปที่ต้องการความหน่วงต่ำ

สัญลักษณ์ H หรือ H+ อาจแสดงต่างกันตามรุ่นโทรศัพท์และซอฟต์แวร์ของผู้ผลิต จึงไม่ควรตัดสินจากตัวอักษรเพียงอย่างเดียวว่าได้ความเร็วเท่าใด ความเร็วจริงยังขึ้นกับคุณภาพสัญญาณ จำนวนผู้ใช้งาน และสภาพเครือข่ายในขณะนั้น

ทำไมมือถือถึงถอยมาเป็น E หรือ H+

การขึ้น E หรือ H+ หมายความว่า ในช่วงเวลานั้นโทรศัพท์ไม่ได้ใช้ 4G หรือ 5G สำหรับข้อมูลอาจเกิดจากหลายเงื่อนไขร่วมกัน ไม่ได้ชี้ไปที่สาเหตุเดียวเสมอไป

  • พื้นที่นั้นรับ 4G หรือ 5G ได้ไม่ดี เช่น อยู่ในอาคารชั้นลึก ลิฟต์ ห้องใต้ดิน พื้นที่มีสิ่งกีดขวาง หรืออยู่ห่างจากสถานีฐาน เมื่อสัญญาณเครือข่ายที่เร็วกว่าอ่อนลง เครื่องอาจเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายรุ่นเก่าที่รับได้แทน
  • เครือข่ายที่เร็วกว่าไม่พร้อมใช้งานชั่วคราว การบำรุงรักษา เหตุขัดข้องเฉพาะจุด หรือภาระการใช้งานในพื้นที่อาจทำให้เครื่องเชื่อมต่อเครือข่ายอื่นที่ยังใช้งานได้
  • ตั้งค่าโหมดเครือข่ายไว้จำกัด หากเลือกโหมดที่ไม่ให้ใช้ 4G หรือ 5G โทรศัพท์ก็อาจเกาะ H+ หรือ E แม้อยู่ในพื้นที่ที่มีเครือข่ายเร็วกว่ารองรับ
  • ซิม แพ็กเกจ หรือสิทธิ์การใช้งานไม่ตรงกับบริการ เงื่อนไขของหมายเลขและผู้ให้บริการอาจมีผลต่อเครือข่ายที่ใช้งานได้ โดยเฉพาะกรณีเปลี่ยนซิม ย้ายค่าย หรือใช้ซิมเก่ากับโทรศัพท์เครื่องใหม่
  • โทรศัพท์กำลังเลือกเครือข่ายที่มีเสถียรภาพกว่า ในบางจังหวะเครื่องอาจสลับเครือข่ายเพื่อรักษาการเชื่อมต่อ การเห็น H+ ชั่วคราวจึงไม่เท่ากับอุปกรณ์มีปัญหาถาวร

ถ้าขึ้น E หรือ H+ เฉพาะบางจุดแล้วกลับเป็น 4G หรือ 5G เมื่อย้ายตำแหน่ง สาเหตุมีแนวโน้มเกี่ยวกับพื้นที่หรือการครอบคลุมมากกว่าความเสียหายของโทรศัพท์ แต่ถ้าขึ้นตลอดแม้อยู่ในบริเวณที่เคยใช้ 4G หรือ 5G ได้ควรตรวจการตั้งค่า ซิม และบริการตามลำดับ

ขีดสัญญาณเต็ม แต่ทำไมเน็ตยังช้า

ขีดสัญญาณกับความเร็วอินเทอร์เน็ตเป็นคนละเรื่องกัน ขีดที่มากขึ้นสะท้อนระดับสัญญาณที่โทรศัพท์รับได้จากเครือข่ายที่กำลังเชื่อมต่อ แต่ไม่ได้รับประกันว่าเครือข่ายนั้นเป็น 4G หรือ 5G และไม่ได้บอกว่าช่องสัญญาณว่างแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์อาจรับสัญญาณ 2G ได้แรงจนแสดงขีดเต็ม แต่ไอคอนยังเป็น E ข้อมูลจึงช้าตามข้อจำกัดของ EDGE ในทางกลับกัน สัญญาณ 4G ที่มีขีดไม่เต็มอาจให้ประสบการณ์ใช้งานดีกว่า E หากเครือข่ายยังมีความจุเพียงพอสำหรับการรับส่งข้อมูล

ดังนั้น หากต้องการวิเคราะห์อาการเน็ตช้า ให้ดูทั้งตัวอักษรเครือข่าย ขีดสัญญาณ และอาการจริง เช่น ช้าทุกแอปหรือเฉพาะบริการใดบริการหนึ่ง อย่าใช้จำนวนขีดเป็นเกณฑ์เดียวในการสรุปว่าแพ็กเกจหรือโทรศัพท์มีปัญหา

เช็กอย่างไรเมื่อเห็น E หรือ H+

  1. ดูว่าขึ้นนานแค่ไหน หากเปลี่ยนเป็น E หรือ H+ เพียงชั่วครู่ระหว่างเดินทางหรืออยู่ในจุดอับอาจเป็นการสลับเครือข่ายตามพื้นที่ แต่ถ้าค้างนานและใช้งานช้าต่อเนื่องจึงค่อยตรวจเพิ่มเติม
  2. ลองเปลี่ยนตำแหน่ง ออกไปบริเวณโล่ง ใกล้หน้าต่าง หรือย้ายจากชั้นใต้ดินขึ้นที่เปิด หากไอคอนกลับเป็น 4G หรือ 5G แสดงว่าตำแหน่งมีผลอย่างชัดเจน วิธีนี้ช่วยแยกปัญหาพื้นที่ออกจากปัญหาที่ตัวเครื่องได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนการตั้งค่าหลายอย่างพร้อมกัน
  3. ตรวจโหมดเครือข่าย เข้าเมนูเครือข่ายมือถือของเครื่อง แล้วตรวจว่าเลือกโหมดอัตโนมัติที่รองรับ 4G หรือ 5G ตามความสามารถของรุ่นและบริการหรือไม่ ชื่อเมนูอาจต่างกันระหว่าง Android, iPhone และผู้ผลิตแต่ละราย
  4. ตรวจซิมที่ใช้ดาต้าในกรณีมีสองซิม ให้แน่ใจว่าซิมที่เลือกเป็นซิมสำหรับข้อมูลมือถือคือหมายเลขที่มีแพ็กเกจและรองรับบริการที่ต้องการ การตั้งค่าผิดซิมทำให้เข้าใจว่าเครือข่ายมีปัญหาได้
  5. รีเฟรชการเชื่อมต่อหนึ่งครั้ง เปิดโหมดเครื่องบินชั่วครู่แล้วปิด หรือรีสตาร์ตโทรศัพท์ เพื่อให้เครื่องค้นหาเครือข่ายใหม่ หากทำแล้วไอคอนยังเป็น E หรือ H+ ในทุกสถานที่ควรเก็บข้อมูลสถานที่ เวลา และซิมที่ใช้ไว้ประกอบการติดต่อผู้ให้บริการ

เมื่อไรควรติดต่อผู้ให้บริการหรือเปลี่ยนซิม

ควรติดต่อผู้ให้บริการเมื่อโทรศัพท์ขึ้น E หรือ H+ ต่อเนื่องในหลายสถานที่ ทั้งที่ตั้งค่าโหมดเครือข่ายถูกต้องและหมายเลขมีบริการข้อมูลตามปกติ โดยเฉพาะถ้าอีกหมายเลขของเครือข่ายเดียวกันในจุดเดียวกันใช้ 4G หรือ 5G ได้ตามปกติ ข้อมูลเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบปัญหาที่หมายเลข ซิม หรือบัญชีบริการได้ตรงจุดขึ้น

การเปลี่ยนซิมไม่ใช่คำตอบแรกในทุกกรณี แต่มีเหตุผลให้พิจารณาหากซิมเก่ามาก ชำรุด หลวม หรือมีปัญหาเมื่อนำไปทดสอบกับอุปกรณ์อื่น หากเปลี่ยนซิมแล้วอาการไม่เปลี่ยน และเครื่องยังขึ้น E หรือ H+ เฉพาะบางพื้นที่ สาเหตุอาจอยู่ที่การครอบคลุมหรือเครือข่ายบริเวณนั้นมากกว่า

สรุปความหมายของ E และ H+

E คือ EDGE บน 2G ส่วน H+ คือ HSPA+ ในกลุ่ม 3G ทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายข้อมูลที่โทรศัพท์กำลังใช้งาน ไม่ใช่ตัววัดจำนวนขีดสัญญาณโดยตรง E มักช้ากว่า H+ และทั้งสองแบบโดยทั่วไปช้ากว่า 4G หรือ 5G จึงทำให้เปิดเว็บ โหลดไฟล์ หรือดูวิดีโอได้ช้าลง

แนวทางที่ถูกต้องคือดูว่าไอคอนเปลี่ยนตามสถานที่หรือค้างอยู่ตลอด จากนั้นตรวจโหมดเครือข่าย ซิม และบริการตามลำดับ หากปัญหาเกิดเฉพาะจุด ให้สงสัยการครอบคลุมก่อน แต่หากเกิดทุกพื้นที่แม้ตั้งค่าถูกต้องแล้ว จึงค่อยให้ผู้ให้บริการตรวจสอบหมายเลข ซิม หรือเครือข่ายเพิ่มเติม